เทคนิคการจอดรถอย่างถูกวิธี

วันนี้เรามีเทคนิคการจอดรถอย่างถูกวิธีในสถานที่ต่าง ๆ อย่างเหมาะสม ทั้งการจอดรถในช่องจอดรถ จอดรถบนช่องทางเดินรถ จอดรถบนทางลาดชัน เพื่อไม่ให้กีดขวางช่องทางจราจร ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุและเพิ่มความปลอดภัยในการเดินทาง กรณีจอดรถในช่องจอดรถ ควรจอดรถให้อยู่ภายในช่องที่กำหนดไว้  โดยจอดขนานกับเส้นที่กำหนด และกะระยะห่างจากเส้นให้เหมาะสม  เพื่อให้รถอยู่กึ่งกลางของช่องจอดรถ ไม่จอดรถชิดไปด้านใดด้านหนึ่ง  ชิดด้านท้าย หรือล้ำไปด้านหน้ามากเกินไป พร้อมพับกระจกข้าง จะช่วยเพิ่มพื้นที่ให้รถคันอื่นสามารถขับผ่านหรือเข้าจอดได้สะดวก หากจอดรถกีดขวางช่องทางรถคันอื่น ให้ปลดเกียร์ว่าง หรือเลื่อนคันเกียร์ไปไว้ที่ตำแหน่ง N ไม่ดึงเบรกมือ เพื่อให้รถสามารถเคลื่อนที่ได้ แต่หากจอดรถในช่องทางปกติ ควรเลื่อนคันเกียร์ไปไว้ที่ตำแหน่ง P เพื่อป้องกันรถเลื่อนไปชนรถคันอื่น รวมถึงไม่จอดรถบริเวณหัวมุม ทางโค้ง หรือทางแคบ เพราะมีพื้นที่จำกัด อีกทั้งยังกีดขวางช่องทางจราจร ทำให้ รถคันอื่นขับผ่านไม่สะดวก ส่งผลให้เกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนได้ กรณีจอดรถบนช่องทางเดินรถ ควรจอดรถบริเวณด้านซ้ายของทางเดินรถ โดยให้ด้านซ้ายของรถชิดและขนานกับขอบหรือไหล่ทางในระยะไม่เกิน 25 เซนติเมตร ในลักษณะที่ไม่กีดขวางช่องทางจราจร ไม่จอดรถในบริเวณที่ห้ามจอด เช่น บนทางเท้า บนสะพาน ในอุโมงค์ บริเวณทางร่วมทางแยก เป็นต้น เพราะนอกจากจะเสี่ยงต่อการเกิดอุบัติเหตุแล้ว ยังผิดกฎหมายอีกด้วย กรณีรถจอดเสียบนทางเดินรถ ควรให้สัญญาณการจอดรถโดยเปิดไฟฉุกเฉิน นำกรวย  ป้ายสะท้อนแสง กิ่งไม้ หรือวัสดุอื่นมาวางให้ห่างจากรถในระยะไม่ต่ำกว่า 50 เมตร […]

Onelink

July 24, 2017

6 ข้อควรจำสำหรับคนขับรถทางไกล

การขับรถให้มีประสิทธิภาพไม่ได้มีแค่ในส่วนของรถยนต์ตัวมันเองเท่านั้น แต่คนขับก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน และเรามี 6 ข้อ สำคัญ สำหรับคนเดินทางที่รู้ไว้ใช่ว่า มันช่วยคุณได้ 1. นอนหลับให้พอ การขับรถเดินทางไกล สิ่งสำคัญ คือคุณควรนอนหลับให้เพียงพอต่อการเดินทาง ควรนอนสะสมให้ครบ 8 ชั่วโมง หรือ 6 ชั่วโมงเป็นอย่างต่ำเพื่อลดการง่วงขณะขับขี่ ซึ่งสามารถเป็นต้นเหตุของการหลับในได้ 2.งดเหล้าเบียร์ และยาที่มีฤทธิ์ต่อระบบประสาท การทานยาเหล้า-เบียร์มีผลทำให้ร่างกายอ่อนล้า เช่นเดียวกับยากดประสาทประเภทต่าง เช่น ยาแก้แพ้ ซึ่งจะทำให้ประสิทธิภาพการขับขี่ลดลงได้ 3.ท่านั่งที่ถูกต้อง หลายคนมักนั่งขับรถไม่ถูกต้อง ด้วยความกังวลว่ามันจะไม่สบาย แต่ความจริงแล้วท่านั่งขับขี่คือสิ่งที่สำคัญต่อการขับรถ เพราะช่วยให้คุณไม่เมื่อยล้า หรือนั่งผิดท่า ซึ่งทำให้เลือดลมไหลเวียนไม่ดี และนำมาสู่ความเหนื่อยอ่อนการขับขี่หรืออาการหลับในได้ ท่านั่งที่ดีควรอยู่ในท่าที่นั่งสบาย โดยมีพนักพิงโอบกระชับสะโพกและแผ่นหลัง ที่สำคัญไม่ควรนั่งชิดพวงมาลัยจนเกินไป ให้ใช้ข้อมือวัด1 ช่วงแขนจากพวงมาลัย คือจุดที่ดีที่สุดในการขับขี่ 3.หาคนช่วยขับถ้าไปทางไกล บางครั้งเราต้องยอมรับว่าการเดินทางไกลค่อนข้างจะทำให้เกิดอาการเหนื่อยล้าหรือเพลียได้ บางทีการหาเพื่อนที่สามารถขับรถได้นั่งไปด้วยก็ย่อยจะเป็นทางออกที่ดีกว่า ในการทำให้การเดินทางปลอดภัยยิ่งขึ้น แต่คุณก็ควรเลือกคนที่มีความชำนาญในการขับขี่ด้วย แต่หากเพื่อคุณไม่ชำนาญทางก็อาจจะสลับกันขับในช่วงที่คิดว่าเป็นจุดเสี่ยงก็ได้ 4.พักรถทุก 2 ชั่วโมง การเดินทางไกลย่อมมีการเมื่อยล้าเป็นธรรมดา และเราขอแนะนำว่า คุณควรจอดพักสักครู่ ทุกๆ 2 ชั่วโมง หรือ 110 กิโลเมตร โดยประมาณ เพื่อเพิ่มความสดชื่นให้กับร่างกาย ที่สำคัญอย่าลืมแวะเข้าห้องน้ำ เพื่อผ่อนคลายร่างกลายตัวเอง 5. น้ำเปล่า..ออพชั่นความสดชื่น หลายคนขับรถส่วนใหญ่มักจะเกิดความเมื่อยล้ากลางทาง และการคลายเครียดที่ดี อาจจะอยู่ห่างออกไปหลายกิโลเมตร […]

Onelink

July 20, 2017

รวมเทคนิคป้องกันหนู กัดสายไฟในเครื่องยนต์

การที่มีหนูเข้าไปในห้องเครื่องยนต์นั้น สามารถสังเกตได้จากการพบรอยเท้าขนาดเล็กในห้องเครื่องยนต์ หากวันไหนเปิดฝากระโปรงขึ้นมาแล้วพบว่ามีรอยเท้าอยู่ แสดงว่าคุณประสบปัญหาหนูเข้าห้องเครื่องเข้าให้แล้ว เรามีวิธี 5 ป้องกันและกำจัดหนูเหล่านี้ให้หมดไป ด้วยวิธีง่ายๆ ดังนี้ 1.จัดพิ้นที่ใหม่ให้ปลอดหนู การป้องกันปัญหาหนูเข้าห้องเครื่องยนต์ได้ดีที่สุด ก็คือ การจัดพื้นที่จอดรถให้ปลอดหนู ซึ่งหนูส่วนใหญ่มักอยู่ในที่อับชื้น มีสิ่งสกปรกและเศษอาหารตกอยู่ วิธีแก้ที่ดีที่สุดคือการจัดพื้นที่จอดรถให้สะอาด เก็บของไม่ให้รกหูรกตา ปิดทางเข้า-ออกของหนูให้ได้มากที่สุด ทางที่ดีควรเป็นพื้นที่เปิดโล่ง ไม่ใช่มุมอับ ซึ่งเป็นที่อยู่ชั้นดีของหนูเหล่านี้ 2.ใช้กรงดักหนู การใช้กรงดักหนูเป็นวิธีกำจัดหนูที่รุนแรงน้อยที่สุด แต่หนูบางตัวก็เรียนรู้ที่จะไม่เข้าไปในกรงดักหนู หากจำเป็นจริงๆ ก็ค่อยหันไปใช้อุปกรณ์จับหนูประเภทอื่น เช่น กาวดักหนู, กับดักหนู ฯลฯ 3.ใช้ลูกเหม็นหรือพิมเสน ให้นำเอาลูกเหม็นบรรจุถุงตาข่ายโปร่งๆ หรือพิมเสนชนิดถุงห้อยสำเร็จรูป วางไว้ข้างล้อทั้ง 4 ข้าง ทั้งด้านนอกและด้านใน เพราะล้อเป็นจุดสำคัญที่หนูใช้ปีนขึ้นไปยังห้องเครื่องยนต์ หากโชคดีหนูที่บ้านคุณไม่ชอบกลิ่นเหล่านี้ ก็จะช่วยป้องกันไม่ให้หนูเข้าไปกัดสายไฟได้ 4.เปิดฝากระโปรงรถทิ้งไว้ พฤติกรรมของหนูไม่ชอบสถานที่เปิดโล่ง ดังนั้น หากจอดรถเอาไว้ในบ้านที่มีรั้วรอบขอบชิด ก็ให้เปิดฝากระโปรงทิ้งไว้ จะทำให้หนูไม่เลือกที่จะเข้ามาหลบซ่อนในห้องเครื่องยนต์ได้ 5.เลี้ยงแมว หากวิธีที่กล่าวมาข้างต้นไม่สามารถกำจัดปัญหาหนูไปได้จริงๆ ทางออกเด็ดก็คือการเลี้ยงน้องแมวซะเลย จะช่วยให้หนูไม่กล้าเข้ามายุ่มย่ามในเขตพื้นที่บ้านได้ แม้ว่าวิธีนี้จะทำให้คุณไม่ต้องเผชิญหนูตัวเป็นๆ แต่หากเป็นหนูที่ตายแล้วล่ะก็ไม่แน่ เพราะน้องเหมียวอาจคาบมาให้คุณดูต่างหน้าก็เป็นได้ ขอบคุณข้อมูล http://auto.sanook.com

Onelink

July 17, 2017

วิธีล้างห้องเครื่องด้วยตนเอง

การล้างห้องเครื่องยนต์เองนั้นสามารถทำได้ไม่ยาก เพียงคุณมีอุปกรณ์ที่พร้อมเเละน้ำยาล้างห้องเครื่องยนต์ที่ถูกต้อง เรามีขั้นตอนการล้างห้องเครื่องยนต์มาฝาก ขั้นตอนสำคัญ หุ้มวัสดุกันน้ำบนส่วนประกอบของเครื่องยนต์ที่ไม่สามารถโดนน้ำได้ และการล้างห้องเครื่องรถยนต์ที่ปลอดภัยนั้นควรดับเครื่องแล้วรอให้เครื่องยนต์เย็นลงก่อนทุกครั้ง สิ่งที่ต้องเตรียมในการล้างห้องเครื่องเอง สายยางฉีดน้ำและหัวฉีด กระบอกฉีดน้ำ แปรงทำความสะอาดและแปรงสีฟันด้ามเก่า ผ้าสะอาด น้ำยาล้างเครื่องยนต์ น้ำยาเคลือบเครื่องยนต์ วิธีล้างเครื่องยนต์ การล้างห้องเครื่องไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด เพียงแค่คุณทำตามขั้นตอนทางด้านล่างนี้อย่างถูกต้องและปฏิบัติตามวิธีการรักษาความปลอดภัยอย่างเคร่งครัด ดับเครื่องยนต์และรอให้ห้องเครื่องเย็นตามอุณภูมิปกติก่อน วิธีแรกนี้สำคัญต่อความปลอดภัยของคุณเป็นอย่างมาก เปิดฝากระโปรงรถขึ้น แล้วใช้คู่มือรถตรวจสอบจุดที่อาจก่อให้เกิดอันตราย จากนั้นให้วัสดุกันน้ำอย่างพลาสติก หุ้มส่วนประกอบต่างๆ ที่สามารถเกิดอันตรายได้หากโดนน้ำและน้ำยาทำความสะอาด ใช้หัวฉีดของสายยางฉีดน้ำหรือกระบอกฉีดน้ำฉีดลงบนห้องเครื่องให้ทั่วอย่างเบามือ จากนั้นฉีดน้ำยาล้างห้องเครื่องให้ทั่วบริเวณห้องเครื่อง แล้วทิ้งไว้ประมาณ 5 นาทีเพื่อให้น้ำยาซึมเข้าไปทำความสะอาดได้ทั่วถึง ใช้แปรงทำความสะอาดค่อยๆ ขัดส่วนประกอบต่างๆ ของห้องเครื่องเบาๆ และระวังจุดที่หุ้มวัสดุกันน้ำไว้ไม่ให้หลุดออก ใช้น้ำฉีดล้างน้ำยาล้างเครื่องยนต์ออกให้หมด สำหรับจุดที่เข้าถึงยาก คุณสามารถใช้ผ้าชุบน้ำหรือแปรงสีฟันด้ามเก่าชุดน้ำแล้วเช็ดหรือขจัดน้ำยาออก ใช้ผ้าสะอาดเช็ดคราบน้ำออกให้หมด แกะวัสดุกันน้ำออกจากชิ้นส่วนเครื่องยนต์ ปิดฝากระโปรงรถแล้วสตาร์ทเครื่องไว้สักพัก วิธีนี้จะช่วยให้เครื่องยนต์แห้งเร็วขึ้น ฉีดหรือป้ายน้ำยาเคลือบเครื่องยนต์ แล้วเช็ดให้ทั่ว สตาร์ทเครื่องไว้สักพักอีกรอบ ดับเครื่องแล้วรอให้เครื่องเย็นลงสักพัก จากนั้นตรวจสอบส่วนต่างๆ ของห้องเครื่องหากมีคราบน้ำหรือน้ำยาเคลือบเครื่องยนต์ติดอยู่ให้ใช้ผ้าสะอาดเช็ดออก เพียงเท่านี้การล้างเครื่องยนต์ก็เป็นอันเสร็จสิ้น แต่หากคุณไม่มีเวลาเพียงพอ การล้างเครื่องยนต์ที่ศูนย์ก็เป็นอีกหนึ่งทางเลือก โดยส่วนมากราคาการล้างห้องเครื่องยนต์ที่ศูนย์จะเริ่มต้นที่ 500 บาทขึ้นไป ดังนั้นหากคุณต้องการดูแลรักษาล้างห้องเครื่องเป็นประจำและไม่มีเวลาดูแลเครื่องยนต์ด้วยตนเองหรือไม่มั่นใจในการทำความสะอาด การนำรถไปล้างห้องเครื่องที่ศูนย์กับผู้เชี่ยวชาญอาจเป็นทางเลือกที่ดีที่สุด ขอบคุณข้อมูล https://www.cleanipedia.com/th […]

Onelink

July 12, 2017

รถติดไฟแดงควร เข้าเกียร์ N หรือเกียร์ D ?

เข้าเกียร์ว่างหรือเกียร์ D สำหรับรถเกียร์ออโต้ ช่วงติดไฟแดงปัญหาที่ยังคาใจหลาย ๆ คน  ทุกวันนี้ เวลาขับรถแล้วเจอไฟแดงเราเข้าเกียร์ D หรือ N (เกียร์ว่าง) กัน เรื่องนี้มีการถกเถียงกันอยู่มากต่างฝ่ายก็มีเหตุผล บ้างก็ว่าค้างไว้ D มันสะดวก บ้างก็ว่าสับเกียร์ N บ่อยความดันในห้องเกียร์จะสูงแล้วพาลให้เกียร์เสื่อมไว ด้วยเหตุนี้จึงได้สัมภาษณ์สอบถามกูรูอย่างคุณนอ นรพร พรหมบุตร ผู้ช่วยผู้จัดการบริการด้านเทคนิค ของโตโยต้า ที่ได้ให้ความกระจ่างในเรื่องนี้ได้ดีทีเดียว ในกรณีของรถยนต์ เครื่องยนต์สันดาปล้วน เริ่มแรกถามว่าควรเข้าเกียร์ D หรือ N นั้นอยากให้ดูตามสถานการณ์ของจราจรเป็นเกณฑ์ ถ้ารถติดเกิน 1 นาทีเป็นต้นไปควรอย่างยิ่งที่จะเข้าเกียร์ N เพราะหากการเข้าเกียร์ D แล้วเหยียบเบรกทิ้งไว้ ระบบส่งกำลังของเกียร์ (Torque Converters) ก็จะทำงานอยู่ในรอบเดินเบา แล้วเราเหยียบเบรกห้ามไว้ ส่วนเรื่องการสึกหรอนั้นไม่มีข้อมูลที่ยืนยัน แต่หากคิดตามหลักการแล้วอาจจะมีบ้างแต่น้อยมาก ๆ แต่ที่มีปัญหาแน่นอนและเด่นชัดคือรถคุณจะกินน้ำมันเชื้อเพลิงมากกว่าเดิม และไม่ได้ผ่อนคลายกล้ามเนื้อขาเลย แต่ทั้งนี้หากรถติดเพียงเล็กน้อยก็ไม่จำเป็นต้อง N เสมอไป เพราะคุณจะมาสับเกียร์ทุกครั้งที่เจอไฟแดง จะทำให้กลไกชุดลิ้งก์การเปลี่ยนตำแหน่งเกียร์ รวมถึงพวกชิ้นส่วนที่มีการเคลื่อนที่บริเวณคันเกียร์ มีการใช้งานมากกว่าปกติ และทำให้แรงดันน้ำมันเกียร์เปลี่ยนแปลงบ่อย […]

Onelink

June 26, 2017

ไส้กรองอากาศรถยนต์ ควรเปลี่ยนเมื่อไหร่ดี

การเปลี่ยนกรองแอร์รถยนต์สำคัญมากๆ นอกจากจะช่วยบำรุงรักษาระบบแอร์ให้มีอายุการใช้งานได้เต็มที่แล้ว ที่สำคัญยังช่วยให้อากาศภายในห้องโดยสารของรถคุณสะอาดบริสุทธิอีกด้วย แล้วเราควรจะเปลี่ยนกรองแอร์รถยนต์เมื่อไหร่ดีล่ะ?   ก่อนอื่นมาดูประโยชน์ และทำความเข้าใจในหน้าที่ของกรอกแอร์รถยนต์กันก่อนครับ กรองแอร์รถยนต์นั้นจะทำหน้าที่ดักฝุ่นต่างๆที่มาในอากาศของห้องโดยสารไม่ให้ผ่านเข้าไปติดที่แผงคอล์ยเย็น หรือให้ติดน้อยที่สุด หากไม่มีกรองแอร์ฝุ่นจะเข้าไปเกาะที่แผงคอล์ยเย็นมาก ซึ่งเป็นการสะสมของเชื้อโรคมากมาย ทั้งยังช่วยยืดระยะเวลาในการทำความสะอาดคอล์ยเย็นไปได้อีก ที่สำคัญถ้าหากเราไม่เปลี่ยนกรองแอร์เลยประสิทธิภาพในการถ่ายเทอุณหภูมิของแอร์ก็จะไม่ดี แอร์รถก็จะทำงานหนักขึ้น สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงมากขึ้น อายุการใช้งานของแอร์ก็ลดลงมาก เห็นไหมครับว่ากรองแอร์รถยนต์นั้นสำคัญมาก   โดยปกติแล้วถ้าเป็นรถใหม่ถึงเวลาเข้าศูนย์เปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่องทุกๆระยะ 2 หมื่นกิโล ทางศูนย์จะเปลี่ยนกรองแอร์รถเราให้เลย เพราะถึงอายุการใช้งานและส่วนมากกรองแอร์ก็จะสกปรกมากอยู่แล้ว ส่วนใครถ้ารู้สึกว่ากรองแอร์ยังไม่สกปรกก็สามารถแจ้งศูนย์ให้ถอดออกมาเป่าสิ่งสกปรกอย่างเดียวก็ได้ แต่ส่วนมากทุกศูนย์บริการก็จะแนะนำให้เปลี่ยนเลย ก็อย่าไปเสียดายเงินเลยครับ ราคาก็ไม่ได้แพงมาก 200-500 บาทโดยเฉลี่ยแล้วแต่รุ่น  ถ้าเทียบกับสุขภาพของเรา และระยะเวลาการใช้งานขนาดนี้ก็คุ้มค่าแล้วครับ ส่วนใครที่ไม่ได้นำรถเข้าศูนย์บริการก็สามารถหาซื้อได้ตามร้านแอร์รถยนต์ ร้านอะไหร่ทั่วๆไปครับ ใครมีความรู้ก็เปลี่ยนเองได้สบายๆ ส่วนใครไม่มีความรู้ก็ให้ร้านนั้นๆบริการเปลี่ยนให้เลยได้ครับ ขอแค่หมั่นดูแลและจดจำระยะการเปลี่ยนอย่างสม่ำเสมอเท่านั้นพอ รู้อย่างนี้แล้วก็หวังว่าจะเห็นความสำคัญของกรองแอร์รถยนต์กันแล้ว อย่าลืมดูแลรักษาเปลี่ยนกรองแอร์รถยนต์ตามระยะ เพื่อสุขภาพของเราเองครับ   ขอขอบคุณข้อมูล : http://www.thaicarproducts.com/

Onelink

June 20, 2017

ขับรถขึ้นเขา – ลงเขา อย่างไรให้ปลอดภัย

ช่วงฤดูฝนหลายคนเดินทางขึ้นเขาขึ้นดอย เพื่อไปสัมผัสความเป็นธรรมชาติของป่าไม้ที่มีความอุดมสมบูรณ์ เชื่อว่าหลายๆ คนคงวางแผนการเดินทางกันไว้แล้ว ทาง Onelink Technology จึงอยากจะมาบอก เทคนิคการขับรถ ขึ้นเขา – ลงเขา ให้ปลอดภัย กันครับ 1. ขาขึ้นควรใช้เกียร์ต่ำ ทางขึ้นเขาจะมีความชันมาก รถจึงต้องการแรงมากกว่าการขับรถบนถนนปกติทั่วไป และเกียร์ที่สามารถใช้ในการขับรถขึ้นทางชันได้ ก็มีเพียงแค่เกียร์ 1 และ 2 เท่านั้น (เกียร์ 1 และ 2 มีแรงมากกว่าเกียร์อื่น ๆ ) และหากรู้สึกว่ารถเริ่มไม่มีแรง ก็ให้ลดเกียร์ต่ำลงมาอีก เช่น ขับมาเกียร์ 2 แล้วรถเริ่มอืด ๆ ให้ลดเกียร์มาเป็นเกียร์ 1 แทน จะทำให้รถมีแรงมากขึ้นครับ ส่วนรถเกียร์ออโต้ ให้เปลี่ยนเกียร์ไปตำแหน่ง “L” 2. ขาลงให้ใช้เกียร์ต่ำเช่นกัน สำหรับการขับรถขาลงเขา ก็ควรใช้เกียร์ต่ำเหมือนกับขาขึ้นเขา แต่ขาลง รถไม่ต้องการแรงมากเท่าไหร่ แค่ต้องการแรงฉุดเพื่อให้รถวิ่งช้าลง ซึ่งการใช้เกียร์ต่ำวิ่งลงทางชันนั้น จะทำให้เครื่องยนต์มีแรงฉุดมาก เคลื่อนที่ได้ไม่เร็ว ทำให้สามารถเบรกและเข้าโค้งได้อย่างมั่นใจครับ […]

Onelink

June 16, 2017

ควรเปลี่ยนผ้าเบรกเมื่อไหร่

เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย แต่ไม่ค่อยลงมือกระทำ ทั้งที่ระบบเบรกคือส่วนสำคัญของการขับเคลื่อนทุกรูปแบบของผู้ใช้รถ การทำงานที่สมบูรณ์แบบของระบบเบรกที่สามารถตอบสนองอย่างรวดเร็วและแม่นยำต่อความต้องการของผู้ขับขี่ ไม่ว่าชะลอหรือหยุดรถกะทันหัน โดยเฉพาะกับสถานการณ์ที่คาดไม่ถึง เพื่อป้องกันหรือลดอุบัติเหตุจากการเฉี่ยวชนที่ก่อให้เกิดอันตรายให้เหลือน้อยที่สุด ยานยนต์ “มติชน” ขอนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับระบบเบรกในรถยนต์ ระบบเบรกรถยนต์ในปัจจุบันเป็นแบบไฮโดรลิก แบ่งออกเป็น 2 แบบคือ 1.ดรัมเบรก (Drum Brake) ดรัมเบรกจะติดตั้งแน่นกับลูกล้อ เบรกจะทำงานเมื่อมีการถ่างก้ามเบรกให้เสียดสีกับตัวเบรก ดรัมเบรกจะทำให้ล้อหยุด ดรัมเบรกใช้มากในรถบรรทุก ทั้งขนาดใหญ่และเล็ก รวมทั้งรถยนต์ส่วนบุคคลบางรุ่น รถบางรุ่นอาจใช้ระบบนี้เฉพาะล้อหลัง ข้อดี มีความสามารถในการหยุดรถได้เร็ว เพราะก้ามเบรกและดรัมเบรกถูกยึดติดกับดุมล้อ เมื่อเหยียบเบรก คนขับใช้แรงกดดันเบรกน้อย รถบางรุ่นไม่จำเป็นต้องใช้หม้อลมเบรกช่วยในการเบรก ข้อเสีย ความร้อนเกิดจากการเสียดสี ระหว่างผ้าเบรกในดรัมเบรกนั้นไม่สามารถถ่ายเทความร้อนได้ดี บางครั้งทำให้ผ้าเบรกมีอุณหภูมิสูงมาก มีผลทำให้ประสิทธิภาพการเบรกลดลง 2.ดิสก์เบรก (Disc Brake) เป็นระบบเบรกระบบใหม่นิยมกันมาก เบรกจะทำงานโดยดันผ้าเบรกให้สัมผัสกับจานเบรกเพื่อให้รถหยุด รถยนต์บางรุ่นใช้ดิสก์เบรกทั้ง 4 ล้อ บางรุ่นใช้เฉพาะล้อหน้า ข้อดี ลดอาการเฟด (เบรกหาย) เนื่องจากอากาศถ่ายเทความร้อนได้ดีกว่าดรัมเบรก นอกจากนั้นเมื่อเบรกเปียกน้ำผ้าเบรกจะสลัดน้ำออกจากระบบได้ดี ในขณะที่ดรัมเบรกน้ำจะขังอยู่ภายใน และใช้เวลาถ่ายเทค่อนข้างช้า ข้อเสีย ไม่มีระบบเซอร์โว แอ๊กชั่น (Servo […]

Onelink

June 14, 2017

เคล็ดไม่ลับวิธีไล่ฝ้ากระจกรถยนต์ เวลาฝนตก อากาศหนาว

ในช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นลงและฝนตก ส่งผลให้ทัศนะวิสัยในการขับขี่รถยนต์ไม่ดีเท่าที่ควร และที่สำคัญกระจกหน้าและกระจกหลังยังเกิดฝ้าอีกด้วย จึงทำให้การขับขี่รถยนต์ในช่วงนี้ควรใช้ความระมัดระวังเป็นพิเศษ สำหรับการเกิดฝ้านั้นเกี่ยวข้องกับความชื้นและอุณหภูมิในอากาศ ฝ้าที่เกิดขึ้นที่กระจกรถยนต์โดยทั่วไปนั้นเกิดขึ้นได้ 2 แบบ ดังนี้ ฝ้าที่เกาะผิวด้านนอกกระจก (นอกตัวรถ) เกิดขึ้นเพราะ อากาศภายในห้องโดยสารรถยนต์เย็นกว่าอากาศภายนอกรถยนต์ ส่งผลให้ ผิวกระจกด้านในเย็นกว่าผิวกระจกด้านนอก อากาศด้านนอกจะเย็นลงตาม และไอน้ำในอากาศจะจับตัวกันที่ผิวกระจกเกิดเป็นฝ้าขึ้น มักเกิดเวลาที่ฝนตก ซึ่งอากาศภายนอกมีความชื้นสูงนั่นเอง ฝ้าเกาะที่ผิวด้านในกระจก (ในตัวรถ) เกิดขึ้นเพราะ อากาศรอบนอกตัวรถยนต์ เย็นกว่าอากาศภายในห้องโดยสารรถยนต์ ทำให้เกิดฝ้าเกาะบริเวณกระจกด้านในตัวรถ มักเกิดในช่วงหน้าหนาว ความชื้นในอากาศรอบนอกทั่วๆ ไปจะต่ำ วิธีแก้ปัญหา คือ พยายามทำให้อุณหภูมิที่ผิวกระจกทั้งด้านนอก และ ด้านใน มีอุณหภูมิใกล้เคียงกัน เช่น การปรับเพิ่ม-ลดความเย็นแอร์ให้เกิดความสมดุลกัน การปรับทิศทางช่องลมและความแรงลม การปรับแง้มกระจกให้ลมจากภายนอกเข้ามาแลกเปลี่ยนหรือปรับอุณหภูมิในห้องโดยสารเพื่อให้เกิดอุณหภูมิที่เท่ากัน การใช้ที่ปัดน้ำฝน และการใช้ผ้าเช็ด เป็นต้น การไล่ฝ้ากระจกบังลมหน้า เชื่อว่าหลายท่านคงจะเคยเจอขณะขับรถยนต์ แล้วเกิดฝ้าที่กระจกบังลมหน้า ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม ผู้ขับขี่ก็ต้องกำจัดฝ้านั้นออกไปเพื่อเพิ่มทัศนะวิสัยในการมอง ผู้ขับขี่หลายท่านได้ทำความเข้าใจ กับคู่มือการใช้รถเกี่ยวกับฝ้าที่กระจกบังลมหน้า และในคู่มือการใช้รถยนต์ระบุไว้ว่าการไล่ฝ้าด้านในกระจกบังลมหน้าควรปฏิบัติดังนี้ ตั้งความแรงพัดลม ไปที่ความแรงตามความต้องการ ยกเว้น OFF (ปิด) ตั้งอุณหภูมิ […]

Onelink

June 7, 2017

16 เทคนิคดูแลบ้านให้ปลอดภัยก่อนวันหยุดยาว

เดือนเมษายนเป็นเดือนที่หลายๆ คนมักจินตนาการเอาเองว่าเป็นเดือนที่ไม่ต้องทำงาน เป็นเดือนแห่งการพักผ่อน เนื่องจากมีวันหยุดแบบต่อเนื่อง   บางคนแอบเก็บวันลาพักร้อนที่ยังไม่ได้ใช้ เพื่อมาใช้ปลายปี รวมไปถึงช่วงปลายปีต่อเนื่องปีใหม่ของปีนี้ ก็มีวันหยุดตั้งหลายวัน ทำให้คนบางคนคิดวางแผนไปเที่ยวต่างจังหวัด แต่เดี๋ยวก่อนค่ะ ก่อนจะออกไปเที่ยวต่างจังหวัดหลายวัน   ONELINK อยากให้ทุกคนที่นอกจากจะวางแผนเรื่องเที่ยวแบบสนุกสุดเหวี่ยงแล้ว หันมาห่วงใยบ้านของตัวเองในระหว่างที่พักผ่อนอยู่นอกเมือง เราจึงมีคำแนะนำสำหรับการจัดการกับบ้านให้เรียบร้อย ปลอดภัย ก่อนที่ทุกคนจะเดินทางออกไปเที่ยวอย่างสบายใจ ไร้กังวล   1.อย่าป่าวประกาศว่าคุณจะไม่อยู่บ้าน โดยเฉพาะเดี๋ยวนี้โลกออนไลน์รวดเร็ว ทั่วถึง บางคนเผลอดีใจจนลืมตัว ประกาศลงบนโลกออนไลน์ว่าตัวเองและครอบครัวจะได้หยุดยาวไปเที่ยวจังหวัดนั้น จังหวัดนี้ หรือบางคนระหว่างเที่ยวๆ อยู่ก็ไม่วายถ่ายรูปลง facebook,IG,Twitter  แบบนี้ใครๆ ก็รู้หมดว่าบ้านของคุณไม่มีใครอยู่เลย ซึ่งเสี่ยงต่อการถูกบุกรุก เรื่องแบบนี้เก็บไว้เป็นเรื่องส่วนตัวดีกว่า   2.อย่าแสดงให้คนอื่นรู้ว่าบ้านคุณไม่มีใครอยู่ จดหมายหรือเอกสารในกล่องรับจดหมายหน้าบ้านที่เต็มจนล้น เป็นสิ่งหนึ่งที่บ่งบอกว่าบ้านหลังนี้ไม่มีใครอยู่ ทำให้พวกมิจฉาชีพรู้โดยทันทีว่าจะเลือกบ้านคุณเป็นเป้าหมาย ดังนั้นถ้าจะไม่อยู่บ้านหลายวันคุณควรฝากเพื่อนบ้านใกล้เคียงที่ไว้ใจได้ ช่วยเก็บจดหมายหรือเอกสารหน้าบ้านแทนคุณ เพื่อไม่ให้กล่องจดหมายกลายเป็นสัญญาณเรียกโจรเข้าบ้าน   3.ของมีค่าเก็บไว้ที่อื่น บางคนชอบเก็บของสำคัญไว้ที่บ้าน แต่หากบ้านจะต้องถูกทิ้งร้างไว้หลายวัน ทรัพย์สินมีค่าประเภททองคำ พระเครื่อง หรือเอกสารสำคัญต่างๆ ควรนำไปฝากธนาคาร ญาติ หรือคนในครอบครัวที่เราไว้วางใจ นอกจากนั้นอาจเช่าตู้เซฟธนาคารเพื่อเก็บของมีค่าเหล่านี้เอาไว้ในช่วงเวลาที่คุณไม่อยู่บ้านก็ได้ เพราะมันย่อมดีกว่าการทิ้งทรัพย์สินเหล่านี้ไว้ในบ้านเฉยๆ   […]

Onelink

April 27, 2017
1 7 8