วิธีการดูแลรักษายางสำหรับรถบรรทุกและรถโดยสาร

วิธีการดูแลรักษายางสำหรับรถบรรทุก และรถโดยสาร

  • ใช้ยางใน ยางรอง ขนาดและประเภทเดียวกับยางนอก บางครั้งผู้ใช้บางรายนำเอายางในที่มีขนาดเล็กกว่ามาใส่กับยางนอกที่ใหญ่กว่า เช่น ยางในขนาด 9.00-20 ใช้กับยางนอก 10.00-20 ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่ายางในเมื่อสูบลมก็จะทำให้ยาง ในที่มีเนื้อบางอยู่แล้วมีการขยายตัวมากกว่าปกติ ซึ่งทำให้เสียหายได้ง่าย
  • โครงสร้างและดอกยาง ต้องเลือกให้เหมาะสมกับสภาพการใช้งานนั้นๆ ต้องคำนึงถึงความลึกของร่องดอกยางที่แตกต่างกันด้วย ถึงแม้จะเป็นแบบเดียวกันเพื่อความเหมาะสมต่อสภาพการใช้งานที่แตกต่างกัน ฉะนั้นร่องดอกยางจึงมีทั้งแบบตื้นและแบบลึกพิเศษ
  • ทุกๆ ครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่ ถ้าเป็นยางที่ใช้ยางใน ควรเปลี่ยนยางในและยางรองใหม่ทั้งหมด
  • ใช้กระทะล้อที่มีขนาดเหมาะสมกับยาง
  • ควรมีฝาครอบปิดวาล์วเติมลมอยู่เสมอ เพื่อป้องกันฝุ่น เศษหิน กรวด ดิน ที่เข้าไปแทรก ทำให้ลมยางรั่วซึมได้

  การบรรทุกน้ำหนัก การบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราจะทำให้ดอกยางสึกหรออย่างรวดเร็ว, โครงผ้าใบบริเวณขอบยางหัก และยางบวมล่อนระเบิดได้ง่าย

  • การบรรทุกน้ำหนักมากทำให้เสียค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม
  • การบรรทุกน้ำหนักเกินอัตราจะบั่นทอนอายุยาง
  • การบรรทุกสิ่งของในตำแหน่งที่ไม่ถูกต้อง จะทำให้ยางเสียหายก่อนกำหนด

การใช้ความเร็ว การขับด้วยความเร็วสูงทำให้เกิดปัญหาดังต่อไปนี้

  • ระยะทางในการเบรคหยุดรถเพิ่มมากขึ้น
  • ดอกยางสึกหรอเร็ว
  • เกิดความร้อนในยางเพิ่มขึ้น
  • ยางเกิดการบวมล่อนและระเบิดได้ง่าย
  • สิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง
ศูนย์ล้อ

โดยปกติแล้วล้อจะไม่ได้ตั้งตรงตามแนวดิ่งหรือขนานกับตัวรถแต่จะเอียงทำมุมกับรถเพื่อช่วยให้รถวิ่งตรงทิศทาง และสะดวกใน

การบังคับเลี้ยว ดังนั้น มุมล้อหรือศูนย์ล้อจะต้องถูกต้องตามค่าที่กำหนด จึงควรตรวจสอบศูนย์ล้อและช่วงล่างทุกครั้งที่เปลี่ยนยางใหม่

และทุกๆ 6 เดือน นอกจากนี้หากศูนย์ล้อผิดปกติจะทำให้ยางไม่สึกเรียบ สึกเร็ว และทำให้ควบคุมพวงมาลัยได้ยากรถจะเสียการทรงตัวได้ง่ายปกติแล้ว ปัญหาศูนย์ล้อจะเกิดกับล้อคู่หน้ามากกว่าล้อคู่หลัง

การใช้ยางล้อคู่

ในกรณีที่ใช้ยางล้อคู่ควรใช้ยางที่มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลางหรือเส้นรอบวงยางเท่ากัน ใช้ยางที่มีความสูงของยางแตกต่างกันแต่ถ้า
 จำเป็นก็ควรปฏิบัติตามตัวอย่างต่อไปนี้
 ยางขนาด 9.00 ขึ้นไป อนุโลมให้ความสูงของยางต่างกันได้ไม่เกิน 8 มม. หากเป็นยางโครงสร้างผ้าใบธรรมดาให้ต่างกันได้ถึง
 12 มม.ในยางขนาด 8.25 มม. ถ้าเป็นยางเรเดียลอนุโลมให้มีความสู ของยางแตกต่างกันได้ 6 มม. หากเป็นยางผ้าใบธรรมดาให้
 แตกต่าง กันได้ 8 มม.
 อย่างไรก็ตามยางที่มีความสูงไม่เท่ากันเมื่อนำมาใช้คู่กัน ยางเส้นที่สูงกว่าจะรับน้ำหนักมากกว่าเป็นผลให้ยางชำรุดเสียหายง่าย
 กรณีที่ใช้ยางที่มีความสูงของยางไม่เท่ากันในเพลาเดียวกัน ยางแต่ละด้านจะทำให้เสียการทรงตัวพวงมาลัยจะฝืนหรือหนักไปด้านล้อที่ เล็กกว่า หากใช้เป็นเวลานานจะส่งผลเสียถึงระบบรองรับ (Chassis) ของรถคันนั้นด้วย

การสลับตำแหน่งยาง

เมื่อใช้ยางใหม่ไปประมาณ 5,000 – 10,000 กม. จำเป็นต้องสลับตำแหน่งยางเพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดจากการใช้ยางการสลับ ตำแหน่งที่ถูกต้องจะช่วยยืดอายุของยาง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตำแหน่งล้อหน้า จะเกิดการสึกผิดปกติของดอกยางง่ายที่สุดการสลับ ยางช่วยให้ยางสึกเรียบและเท่าเทียมกัน

การสลับยางเพื่อให้ยางหมุนกลับทิศทางกัน เพื่อแก้ปัญหาการสึกไม่เรียบนั่นเองยางที่ใช้ในล้อหลังซึ่งเป็นแรงกรุย (ล้อขับเคลื่อน)
 เมื่อเปลี่ยนไปใช้ล้อหน้าจะทำให้อายุยางยาวขึ้น




ลมยาง

การเติมลมยางถือว่าเป็นปัจจัยหลักในการดูแลรักษายางรถยนต์ ถ้าขาดการดูแลที่ดี จะเกิดผลเสียดังนี้




เติมลมน้อยเกินไป

ยางจะบวมล่อนได้ง่ายอายุการใช้งานลดลง ดอกยางสึกผิดปกติอาจจะสึกที่ขอบยางข้างใดข้างหนึ่ง หรือทั้งสองข้างสึกที่ไหล่ยางหรือสึกที่ปลายดอกมีความฝึดที่ผิวสัมผัสมากซึ่งจะทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงกว่าปกติ




เติมสูบลมมากเกินไป

เมื่อได้รับแรงกระแทกจะระเบิดได้ง่าย อายุการใช้งานลดลง ดอกยางโดยเฉพาะกลางหน้ายางจะสึกมากถ่ายเทการสั่นสะเทือน หรือการ กระแทกขึ้นสู่ตัวรถได้มาก ขาดความนุ่มนวล




การเติมลมของยางล้อคู่

จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเติมลมและรักษาระดับแรงดันลมในล้อคู่ให้เท่ากันตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นยางเส้นที่มีแรงดันมากจะรับน้ำหนักมาก ชำรุดเสียหายง่ายสึกหรอผิดปกติเส้นที่เติมลมน้อยจะรับน้ำหนักน้อยการสึกของยางจะไม่เรียบเสมอกัน หรือสึกอย่างผิดปกติ

- ไม่ควรปรับความดันลมยางในขณะยางร้อน เนื่องจากความร้อนทำให้อากาศขยายตัว

- ยางเรเดียลเส้นลวดต้องเติมลมมากกว่ายางผ้าใบธรรมดา




ความแตกต่างของแรงดันลมเพียง 1 ก.ก./ซ.ม.2 หรือ 14 ปอนด์/ตร.นิ้ว จะรับน้ำหนักต่างกันถึง 400 ก.ก. ถ้าแรงดันลมต่างกัน 2

ก.ก./ซ.ม.2 หรือ 28 ปอนด์/ตร.นิ้ว จะรับน้ำหนักต่างกันถึง 800 ก.ก. ในกรณีแรงดันลม ต่างกัน 2 ก.ก./ซ.ม.2 หรือ 28 ปอนด์/ตร.นิ้ว

ยางเส้นที่เติมลมมาก จะมีอายุใช้งานเพียง 70% เส้นที่ลมยางอ่อนจะมีอายุการใช้งานเหลือเพียง 45% การเติมลมให้เท่ากันจึงมี

ความจำเป็นอย่างยิ่ง




เพราะฉะนั้น จึงควรเติมลมให้พอดีตามเกณฑ์ที่โรงงานกำหนด หรือพิจารณาให้สอดคล้องกับสภาพการใช้งาน นอกจากต้องเติมลมให้ ถูกต้องแล้วจะต้องมีการตั้งศูนย์ล้อ ตั้งมุมของล้อหน้า ให้อยู่ในเกณฑ์ที่กำหนดตามมาตรฐานของรถยี่ห้อนั้นๆ อีกด้วย




การตรวจเช็คลมยางควรตรวจเช็คในขณะที่ยางยังเย็นอยู่ และเพื่อให้ได้ค่าที่ถูกต้องควรเติมลมยางให้ได้ตามมาตรฐานที่บริษัท

รถกำหนด

นอกจากนี้ ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องเก็บยางไว้นานๆ ควรหลีกเลี่ยงไม่ให้ยางสัมผัสกับความร้อน แสงแดด ลม ฝน ความชื้นน้ำมัน และสารเคมีต่างๆ หากสามารถปฏิบัติได้ตามนี้ อายุการใช้งานของยางก็จะยาวนานขึ้น




ขอบคุณข้อมูลจาก บริดจสโตน