จอมปาดหนาวแน่ ! 9 พ.ค.นี้ เริ่มออกใบสั่งจาก “กล้องเลนเชนจ์”

ตำรวจได้ทดสอบใช้กล้องตรวจจับผู้ฝ่าฝืนกฎจราจร รถปาดเบียดทางขึ้นสะพานและอุโมงค์ลอดแยก 15 จุด พบว่า เพียงเดือนเดียวมีผู้กระทำผิดถึง 2 แสนราย ส่วนการออกใบสั่งเพื่อจับปรับ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 9 พ.ค.นี้
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วานนี้ (6 พ.ค. 61) พ.ต.อ.กิตติ อริยานนท์ รองผู้บังคับการตำรวจราจร เปิดเผยว่า หลังจากกองบังคับการตำรวจราจร ได้ดำเนินการติดตั้งกล้องจับรถเปลี่ยนช่องทางกะทันหัน หรือกล้องเลนเชนจ์ ขับรถปาดเบียดทางขึ้นสะพานและอุโมงค์ลอดทางแยก ตามโครงการติดตั้งระบบตรวจจับรถฝ่าฝืนเปลี่ยนช่องทางเดินรถในเขตห้าม
โดยเจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการติดตั้งระบบกล้องเลนเชนจ์เสร็จสิ้นแล้วทั้ง 15 จุด พร้อมทั้งได้มีการเปิดทดลองระบบตรวจจับ เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของกล้องมาแล้วตั้งแต่เดือนเมษายนที่ผ่านมา
จากการทดลองพบว่า มีประชาชนทำผิดในระยะเวลาที่ทดลองมากกว่า 200,000 ราย หรือเฉลี่ยวันละ 7,000 ราย และหลังจากนี้จะเริ่มบังคับใช้กฎหมาย และออกใบสั่งสำหรับผู้ที่ฝ่าฝืนปาดเบียดแซงในเส้นทึบ โดยกล้องดังกล่าว ในวันที่ 9 พฤษภาคมนี้ โดยการตรวจจับที่ผ่านมาจะไม่นำภาพมาออกใบสั่ง เนื่องจากอยู่ในช่วงการทดลอง

ภาพจาก จส.100

ทั้งนี้ กล้องตรวจจับรถฝ่าฝืนกฎจราจร เปลี่ยนช่องทางเดินรถในเขตห้าม (Lane Change Management System) หรือ เลนเชนจ์ เป็นกล้องที่มีคุณสมบัติตรวจจับผู้กระทำความผิดได้ถึงร้อยละ 80 ภาพมีความคมชัด สามารถอ่านทะเบียนรถที่กระทำความผิดได้ชัดเจน
สำหรับการติดตั้งกล้องเลนเชนจ์ 15 จุดทั่วกรุงเทพฯ ได้แก่
  1. สะพานข้ามแยกบางเขน ถนนงามวงศ์วาน ขาออก
  2. สะพานข้ามแยกศูนย์ราชการ ถนนแจ้งวัฒนะ ขาออก
  3. ทางลอดแยกห้วยขวาง ถนนรัชดาภิเษก ขาเข้า
  4. สะพานข้ามแยกบรมราชชนนี ถนนบรมราชชนนี ขาออก
  5. สะพานข้ามแยกวงเวียนบางเขน ถนนแจ้งวัฒนะ ขาเข้า
  6. สะพานข้ามแยกราชเทวี ถนนเพชรบุรี ขาออก
  7. แยกสามเหลี่ยมดินแดง ถนนดินแดง ขาเข้า
  8. สะพานข้ามแยกประชานุกูล ถนนรัชดาภิเษก ขาออก
  9. สะพานศิริราชด้านถนนอรุณอมรินทร์ ถนนอรุณอมรินทร์ ขาออก
  10. แยกรัชดา-ลาดพร้าว ถนนลาดพร้าว ขาออก
  11. แยกรัชดา-ลาดพร้าว ถนนลาดพร้าว ขาเข้า
  12. สะพานข้ามแยกวงศ์สว่าง ถนนรัชดาภิเษก ขาออก
  13. สะพานข้ามแยกพระราม 4 ถนนรัชดาภิเษก ขาออก
  14. สะพานพระพุทธยอดฟ้า ถนนประชาธิปก ขาเข้า
  15. สะพานข้ามแยกกำนันแม้น ถนนกัลปพฤกษ์ ขาออก
    ขอบคุณข้อมูล: workpointnews.com